รับปรึกษาปัญหาแรงงานต่างด้าว พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ครบวงจร

รับปรึกษาปัญหาแรงงานต่างด้าว ครบวงจร

LightBlog

Breaking

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

กันยายน 27, 2558

การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559







การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559

จดทะเบียนแรงงานเป็นเวลา 120 วัน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 

แรงงานที่มาจดทะเบียน จะได้รับอนุญาตทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561


1. กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนได้ มี 2 กลุ่ม ได้แก่ (กลุ่มเดิมที่มีเอกสาร)

1.1 แรงงานกลุ่มที่มีบัตรสีชมพู

1.1.1 แรงงานที่ได้รับบัตรสีชมพู ตามนโยบาย คสช. ซึ่งด้านหลังบัตรสีชมพูระบุ ปีที่หมดอายุ 2557 หรือ 2558

1.1.2 แรงงานที่ได้รับบัตรสีชมพู ตามนโยบาย คสช. และมารายงานตัวเพื่อขอรับบัตรใหม่ ซึ่งด้านหลังบัตรสีชมพูระบุวันหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2559

1.1.3 แรงงานที่ไม่อยู่ในกลุ่มที่จดทะเบียนฯ ได้

แรงงานที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งด้านหลังบัตรระบุปีที่หมดอายุก่อน ปี 2557

แรงงานที่จดทะเบียนในกิจการประมงทะเล และกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ ดังนี้

กิจการประมงทะเล
ด้านหลังบัตรสีชมพูระบุวันหมดอายุ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559
ด้านหลังบัตรสีชมพูระบุวันหมดอายุ วันที่ 31 มกราคม 2560

กิจการแปรรูปสัตว์น้ำ
ด้านหลังบัตรสีชมพูระบุวันหมดอายุ 24 พฤศจิกายน 2559
ด้านหลังบัตรสีชมพูระบุวันหมดอายุ 22 กุมภาพันธ์ 2560

1.2 แรงงานกลุ่มที่ถือเอกสารที่ประเทศต้นทางออกให้

1.2.1 แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการตรวจสัญชาติ หรือพิสูจน์สัญชาติ ทุกกลุ่ม รวมถึงผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวดังกล่าวที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่ถือเอกสาร ดังนี้
หนังสือเดินทาง (Passport - PP)
หนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport - TP)
เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง (Travel Document - TD)
เอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity - CI)

1.2.2 เงื่อนไขการดำเนินการ
กรณีที่เอกสารตามข้อ 1.2.1 หมดอายุ หรือมีอายุเหลืออยู่แต่ยังไม่ได้ Visa หรือกรณีที่ Visa ยังมีอายุเหลืออยู่ หรือสิ้นอายุแล้ว รวมถึงกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการตรวจสัญชาติ หรือ พิสูจน์สัญชาติ ซึ่งครบกำหนดวาระการจ้างงาน 4 ปี หรือ 6 ปี ที่มีตราประทับ MOU (MOU เทียม) สามารถดำเนินการจดทะเบียนเพื่อขออนุญาตทำงานได้ ทั้งนี้ แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชา ในกลุ่มนำเข้าตาม MOU ในครั้งแรก (MOU แท้) ไม่สามารถดำเนินการได้

กรณีแรงงานที่บัตรสีชมพูตามข้อ 1.1.1 และ 1.1.2 สูญหาย ให้ขอคัดสำเนาแบบ ทร.38/1 จากสำนักงานทะเบียนอำเภอ หรือสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น เป็นหลักฐานในการแสดงตน โดยให้ใช้เอกสารฉบับจริง (ห้ามใช้ฉบับที่ถ่ายเอกสาร) สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ถือเอกสาร ที่ประเทศต้นทางออกให้ ตามข้อ 1.2.1 หากมีการสูญหายไม่อนุญาตให้ใช้สำเนาเป็นหลักฐานแสดงตน เพียงอย่างเดียว แรงงานต่างด้าวต้องนำเอกสารอื่นมาแสดงประกอบด้วย เช่น ใบอนุญาตทำงานซึ่งมีชื่อถูกต้องตรงกับสำเนาเอกสารที่ประเทศต้นทางออกให้ดังกล่าว เป็นต้น

แรงงานต่างด้าวที่ประสงค์จะทำงานกับนายจ้างรายเดิมที่มีชื่อตรงตามบัตรสีชมพู หรือนายจ้างรายใหม่ที่มีรายชื่อไม่ตรงตามบัตรสีชมพู ก็สามารถจดทะเบียน และขออนุญาตทำงานได้
แรงงานที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่อนุญาตให้ทำงาน เว้นแต่จะเป็นงาน ตามที่กฎหมายกำหนดให้ทำได้

2. ขั้นตอนการดำเนินการ

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสุขภาพ
ขั้นตอนที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงาน
ขั้นตอนที่ 3 ขออนุญาตทำงาน ณ OSS /ได้รับใบอนุญาตทำงานทันที

2.1 ตรวจสุขภาพ
แรงงานต่างด้าวในกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผัน ให้ไปตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ ณ โรงพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 โดยชำระค่าตรวจสุขภาพ 500.- ประกันสุขภาพ 2 ปี 3,200.- สำหรับแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบประกันสังคมอยู่แล้วไม่ต้องประกันสุขภาพ ส่วนแรงงานที่ทำงานในกิจการที่ต้องเข้าระบบประกันสังคม แต่แรงงานยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน ให้ประกันสุขภาพเป็นเวลา 90 วัน

สถานที่ตรวจสุขภาพ

กรุงเทพมหานคร ตรวจสุขภาพได้ 7 แห่ง ดังนี้
รพ.กลาง
รพ.นพรัตน์
รพ.เลิศสิน
รพ.ราชวิถี
รพ.ตากสิน
รพ.เจริญกรุงประชารักษ์
รพ.วชิระพยาบาล
จังหวัดอื่น ตรวจสุขภาพ ณ โรงพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

2.2 ชำระค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงาน
2.2.1 เมื่อแรงงานต่างด้าวผ่านการตรวจสุขภาพ ไม่เป็นโรคต้องห้ามตามที่กำหนด ให้ไปชำระค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงาน ณ จุดบริการชำระเงิน (Counter Service) หรือสำนักงานจัดหางาน จังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 – 10 อัตราค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,800 บาท ค่ายื่นคำขออนุญาตทำงาน 100 บาท รวม 1,900 บาท โดยแรงงานต้องถือใบรับรองแพทย์ฉบับจริงไปแสดงพร้อมกับบัตรสีชมพู หรือเอกสารที่ประเทศต้นทางออกให้ (PP/TP/TD/CI)

กรณีไม่ได้ถือเอกสารฉบับจริง หรือเอกสารสูญหาย ให้แรงงานต่างด้าว ติดต่อขอชำระเงินค่าธรรมเนียมที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 - 10 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานยืนยันสถานะของแรงงานต่างด้าวก่อนเก็บเงินค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ ให้แจ้งนายจ้าง/แรงงานต่างด้าว ตรวจสอบสถานะของตนให้ถูกต้อง ว่าอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันหรือไม่ หากชำระเงินแล้วไม่สามารถจัดทำทะเบียนประวัติ และขออนุญาตทำงานได้ นายจ้างต้องรับผิดชอบ และอาจไม่มีการคืนเงิน

2.2.2 สถานที่ชำระค่าธรรมเนียม
จุดบริการชำระเงิน (Counter Service)
แรงงานชำระเงินค่ายื่นคำขออนุญาตทำงาน 100 บาทค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,800 บาท ค่าบริการ 10 บาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน รวม 1,910 บาท กรณีที่นายจ้างมีแรงงานจำนวนมากให้ติดต่อจุดบริการชำระเงิน (Counter Service) ล่วงหน้า

แรงงานต่างด้าวจะได้รับสลิปใบเสร็จรับเงิน และใบนัด SMS ส่งข้อความยืนยันการชำระเงินถึงโทรศัพท์ของแรงงาน ต่างด้าวตามที่กดหมายเลขยืนยัน หรือหมายเลขโทรศัพท์ของนายจ้างสำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 – 10

แรงงานชำระเงินค่ายื่นคำขออนุญาตทำงาน 100 บาท ค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,800 บาท รวม 1,900 บาท ไม่เสียค่าบริการใดๆ กรณีที่นายจ้าง มีแรงงานจำนวนมากให้ติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 – 10 ล่วงหน้า แรงงานต่างด้าวจะได้รับใบเสร็จรับเงิน กำหนดนัด

2.3 เอกสารประกอบการขออนุญาตทำงาน
  • แบบคำขออนุญาตทำงาน (ตท.8) พร้อมเอกสารประกอบคำขอ ดังนี้
  • ใบรับรองแพทย์ ฉบับจริง
  • เอกสารนายจ้าง เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน แล้วแต่กรณี
  • สัญญาจ้างงาน
  • หนังสือรับรองการจ้าง
  • ทะเบียนบ้าน/หนังสือรับรอง/หลักฐานอื่นๆ ที่ระบุสถานที่ทำงาน
  • แผนที่สถานที่ทำงาน
  • รูปถ่าย 3 X 4 ซม. จำนวน 2 รูป
  • สลิปของจุดบริการชำระเงิน (Counter Service) หรือใบเสร็จรับเงินของสำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1 – 10

กรณียื่นคำขออนุญาตทำงาน ตท.8 มากกว่า 1 คน ให้จัดเตรียมเอกสารประกอบคำขอในส่วนของนายจ้างจำนวน 1 ชุด ต่อการยื่น 1 ครั้ง และให้จัดทำสัญญาจ้างงานซึ่งทำขึ้นระหว่างนายจ้างกับแรงงานต่างด้าว 1 คนต่อ 1 ฉบับ สำหรับหนังสือรับรองการจ้างให้จัดทำเพียง 1 ฉบับ (เช่นเดียวกับเอกสารประกอบคำขอ ตท.8 ในส่วนของนายจ้าง) และให้ทำบัญชีรายชื่อแนบ โดยระบุไว้ท้ายหนังสือรับรองการจ้างว่า “รับรองการจ้างตามรายชื่อที่ปรากฏในเอกสารแนบ"

2.4 นายจ้างนำแรงงานต่างด้าว หรือแรงงานต่างด้าว นำเอกสาร หลักฐานที่เตรียมไว้ยื่นกับเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)
ซึ่งจะได้รับใบอนุญาตทำงานในวันที่ยื่นเอกสาร โดยเตรียมเงินเพื่อมาชำระค่าบัตรสีชมพู และค่าทะเบียนประวัติ (ทร.38/1) จำนวน 80 บาท

2.5 การเปลี่ยนนายจ้าง/ท้องที่/สถานที่ทำงาน
2.5.1 เปลี่ยนนายจ้าง
ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนนายจ้าง แรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนฯ และได้รับอนุญาตทำงานในช่วงเวลาของการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ณ ศูนย์บริการ จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนนายจ้าง
อนุญาตให้เปลี่ยนนายจ้าง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการจดทะเบียนภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
  • นายจ้างเลิกจ้างแรงงานต่างด้าว
  • นายจ้างเลิกกิจการ/หรือเลิกการทำงานในส่วนที่ต้องใช้แรงงาน
  • นายจ้างกระทำทารุณกรรม
  • นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง/ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเมื่อได้รับอนุญาตให้แรงงานเปลี่ยนนายจ้างแล้ว ให้ประสานสำนักงานทะเบียนอำเภอ หรือสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนบัตรสีชมพู และใบอนุญาตทำงาน (ด้านหลังบัตรสีชมพู) ต่อไป

2.5.2 การดำเนินการเปลี่ยนนายจ้าง
แรงงานต่างด้าว หรือผู้ที่ประสงค์จะจ้างแรงงานดังกล่าวต้องนำหลักฐาน การเลิกจ้าง เลิกกิจการ หรือร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายจ้างรายเดิม ตามข้อ 2.5.1 (2) มาแสดง

ขอความร่วมมือให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายจ้างรายเดิมที่กระทำทารุณกรรม ไม่จ่ายค่าจ้าง/ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตามกฎหมายที่บัญญัติขั้นสูงสุด และไม่อนุญาตให้จ้างแรงงานต่างด้าวเป็นเวลา 2 ปี

แรงงานต่างด้าวที่หนีนายจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อไปทำงาน กับนายจ้างรายใหม่จะไม่อนุญาตให้ทำงานเป็นเวลา 2 ปี ต้องเดินทางกลับประเทศ และหากประสงค์จะกลับ เข้ามาทำงานในประเทศไทยอีก ให้กลับเข้าทำงานภายใต้ MOU

นายจ้างที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้สูงสุด




ที่มา : http://goo.gl/WVn1WB

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

กันยายน 20, 2558

ด่วน !!! จดทะเบียนต่างด้าว 1 เมษายน - 29 กรกฎาคม 2559 (บัตรสีชมพู)



รับปรึกษาปัญหาแรงงานต่างด้าว MOU

รับปรึกษาปัญหาแรงงานต่างด้าว พม่า กัมพูชา ลาว รับพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว
รับต่อ visa แรงงานต่างด้าว วาระครบ 4 ปี รับต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว
รับนำเข้าแรงงานต่างด้าว แบบ MOU

ด่วน !!!
จดทะเบียนต่างด้าว 1 เมษายน - 29 กรกฎาคม 2559
ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชา
อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และทำงานได้ถึง
วันที่ 31 มีนาคม 2561

- กลุ่มที่จดทะเบียนตามนโยบาย คสช. เมื่อปี 2557 (บัตรชมพู)
- กลุ่มที่มีบัตรชมพู ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 31 มีนาคม 2559
- ผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่อายุไม่เกิน 18 ปี
- กลุ่มที่มีหนังสือเดินทาง / เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง /
เอกสารรับรองบุคคล

** ทั้งนี้ไม่รวมถึงกลุ่มที่เข้ามาทำงานตาม MOU และที่จดทะเบียนในกิจการ
ประมงทะเล และ แปรรูปสัตว์น้ำ ใน 2 ระยะที่ผ่านมา


พม่าบัตรสีชมพูต้องการทำ PASSPORT
ที่สถานฑูตเมียนมา




ถึงเวลาแล้วที่บริษัทรับปรึกษาปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวจะออกมา
ประกาศตัวเองอย่างชัดเจน เพื่อผลประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว
เพราะนอกจากเขาจะได้รับคำปรึกษาที่ดีแล้ว แรงงานต่างด้าวยังจะได้รับสวัสดิการ
ในการทำงานต่างๆไม่น้อยกว่าแรงงานไทย เช่น มีบัตรใบอนุญาตในการทำงานอย่างถูกต้อง
การตรวจสุขภาพ การรักษาพยาบาล และรวมไปถึงสวัสดิการอื่นๆอีกมากมาย

หากท่านไม่อยากเจอกับปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ ขอให้ท่านเข้ามาใช้บริการ
ของบริษัทรับปรึกษาปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวกันเถอะ
เราจะพร้อมจะให้บริการท่านเสมอ

บริการของเรา
1.รับปรึกษาปัญหาแรงงานต่างด้าว พม่า กัมพูชา ลาว
2.รับพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว
3.รับต่อ visa แรงงานต่างด้าว วาระครบ 4 ปี
4.รับต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว
5.รับนำเข้าแรงงานต่างด้าว แบบ MOU
6.รับขอโควต้า การจ้างงานแรงงานต่างด้าว
7.รับแจ้งการอยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน


ติดต่อสอบถาม : คุณสุธีกาญจน์ (คุณเก๋)
โทร : 089 897 9456
อีเมล์ : sutikarn9456@gmail.com
http://www.sublabour.com/
https://www.facebook.com/pasdocument/


รับปรึกษาปัญหาแรงงานต่างด้าว , แรงงานต่างด่าว , รับต่อ visa แรงงานต่างด้าว
รับต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว , รับนำเข้าแรงงานต่างด้าว แบบ MOU

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

กันยายน 19, 2558

แนวโน้มแรงงานต่างด้าวในไทยเพิ่มขึ้นหรือลดลงในอนาคต





        ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีความต้องการแรงงานต่างด้าวในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อเป็นแรงงานในภาคส่วนที่คนไทยไม่ทำ เช่น กรรมกรแบกหาม แม่บ้าน ยาม คนทำความสะอาด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันมีแรงงานในภาคส่วนนี้กว่า 3 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานที่เข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมาย และผิดกฎหมาย และนับวันจะเพิ่มทวีขึ้น 

 ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวในบางประเภทกิจการอย่างมากเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ไม่เลือกงานทำ ค่าแรงต่ำทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการบรรเทาการขาดแคลนแรงงานในบางกิจการ  อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างด้าวมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหญ่ เนื่องจากเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเคลื่อนย้ายจากเมืองชายแดนเข้าสู่ตอนในของประเทศโดยลำดับ

ข้อสังเกตเบื้องต้น
1) ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นต้นมาประเทศไทยได้กำหนดนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวด้วยมาตรการการส่งเสริมให้มีการนำเข้า เพื่อให้มีการจ้างแรงงานผู้ที่มีสถานะเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายให้มีการขึ้นทะเบียนและอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ในปี 2547 ได้เพิ่มให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยถูกกฎหมายโดยการบันทึกทำความเข้าใจ ( MoU) กับประเทศเพื่อนบ้าน 

2) ภาครัฐควรเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวใหม่และครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้ทราบจำนวนแรงงานต่างด้าวที่แท้จริงสามารถนำไปวางแผนบริหารจัดการทั้งในด้านสวัสดิการสังคม ด้านสาธารณสุข ด้านความมั่นคง รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลประกอบการประมาณการรายได้ส่งกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

3) แรงงานต่างด้าวจำนวนมากเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ทำให้การทำงานขาดความมั่นคง และต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ มีคุณภาพชีวิตที่ต่ำ และบางครั้งนำมาสู่การเกิดอาชญากรรม รัฐควรเปลี่ยนสถานะของคนกลุ่มนี้ให้เป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะว่าแรงงานกลุ่มนี้ถือว่าเป็นแรงงานส่วนใหญ่ของสังคมไทย

4) แรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ แต่กลับพบว่าเขาเหล่านั้นมีสภาพการทำงาน คุณภาพชีวิตที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก และปัจจุบันรัฐไทยยังไม่มีมาตรการในการดูแลเรื่องการจ้างงาน และสวัสดิการสังคมให้คนกลุ่มนี้แต่อย่างใด

5) ประเทศไทยมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ทำให้เป็นแรงดึงดูดให้แรงงานต่างด้าว
เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และในขณะเดียวกันผู้ประกอบการบางส่วนก็มีความต้องการแรงงานต่างด้าว เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในอนาคต

6) การที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรม นับว่าเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญมากประการหนึ่ง

   ในปัจจุบัน มาตรการในการของภาครัฐ ยังมีข้อจำกัดในหลายมิติ ไม่มีทิศทางหรือนโยบายที่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถแก้ไข และหามาตรการรองรับได้อย่างทันท่วงที นโยบายของรัฐต่อแรงงานต่างด้าวเป็นการแก้ไขปัญหาเป็นระยะๆ ไม่มีทิศทางและมาตรการในระยะยาว  หน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็หลากหลายทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ ต่างมีแนวทางการทำงานเป็นการเฉพาะของหน่วยงายงาน เน้นด้านความมั่นคง โดยละเลยความเป็นมนุษย์ บางส่วนถูกกดขี่ เบียดบัง “แรงงานต่างด้าว” จึงเป็น “มนุษย์ล่องหน” ที่ไร้ตัวตนในสังคมไทย

กันยายน 19, 2558

แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือเป็นอย่างไร





    ในโลกแห่งยุคโลกกาภิวัฒน์  แรงงานต่างด้าวเป็น “ประชากร” ที่พบในทุกประเทศก็ว่าได้ รัฐแต่ละรัฐ   มีท่าทีต่อคนที่เป็นแรงงานต่างด้าวในลักษณะที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งหลักการก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน  รัฐเจ้าของดินแดนย่อมมีท่าทีที่ดีและต้อนรับขับสู้สำหรับแรงงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และในทางกลับกัน รัฐเจ้าของดินแดนย่อมมีท่าทีที่ไม่ต้อนรับหรือแม้ผลักไสแรงงานที่น่าจะเป็นโทษต่อประเทศของตน

  ปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศมากขึ้น ทั้งแรงงานต่างชาติไร้ฝีมือ และแรงงานต่างชาติมีฝีมือ หรือผู้เชี่ยวชาญ ส่งผลต่อสถานการณ์แรงงานในประเทศไทย และต่างประเทศ ดังนั้นหากเป็นแรงงานต่างชาติไร้ฝีมือที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย  ช่างฝีมือและผู้ชำนาญการตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Office of the Board of Investment - BOI) โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 25 กล่าวถึงเฉพาะช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมฯ จะสามารถปฏิบัติงานตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ ตามจำนวน และกำหนดเวลาให้อยู่ในประเทศไทยที่บีโอไอกำหนด แม้ว่าจะเกินอัตรา จำนวน หรือระยะเวลาตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยมีมาตรา 26 กำหนดกรณีการทำงานเฉพาะตำแหน่งหน้าที่การงานที่คณะกรรมการส่งเสริมฯ ให้ความเห็นชอบตลอดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในไทย

           กฎหมายส่งเสริมฯ ไม่ได้ให้นิยามของช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการไว้ แต่เป็นบุคลากรต่างชาติระดับที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ จึงเป็นกลุ่มเฉพาะไม่ใช่แรงงานต่างชาติไร้ฝีมือ

      แรงงานต่างชาติไร้ฝีมือไม่เข้าข่ายช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการตามบทบัญญัติของกฎหมายส่งเสริมฯ อีกทั้งหากเป็นการทำงานในธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะก็ไม่สามารถนำข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างประเทศไทยกับพม่า กัมพูชา และลาว ที่ได้รับยกเว้นให้คนต่างด้าวทำได้นั้นมาใช้

        อย่างไรก็ตาม เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานระดับปฏิบัติการในภาคอุตสาหกรรมของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ ประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมฯ ที่ ป.4/2553 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2553 เรื่อง การอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ ที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 มาตรา 16 และมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมฯ จึงประกาศหลักเกณฑ์ 6 ข้อ ดังนี้

(1) ต้องเป็นบริษัทที่ลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 10,000 ล้านบาท และจ้างงานรวมมากกว่า 10,000 คน

(2) ต้องเป็นโครงการที่ได้รับส่งเสริมฯ เดิมสิ้นสุดการได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว และจำเป็นต้องจ้างแรงงานเพิ่มในโครงการ โดยบีโอไอจะอนุญาตให้จ้างแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนคนงานที่จ้างเพิ่มในโครงการนั้น

(3) ต้องเป็นกิจการอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ครอบคลุมธุรกิจเกษตรกรรม และธุรกิจบริการ

(4) ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบเกี่ยวกับการใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในด้านต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

(5)ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่บีโอไอกำหนด และต้องยื่นขออนุญาตต่อบีโอไอก่อนการใช้แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในโครงการ 

(6) หลักเกณฑ์ข้างต้นเป็นแนวทางการพิจารณาอนุญาต แต่บีโอไออาจประกาศยกเลิก หรือปรับลดจำนวนแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือได้ตามความเหมาะสม เมื่อหมดความจำเป็น หรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป



กันยายน 19, 2558

แรงงานต่างด้าวกับงานรับใช้ในบ้าน





    กระทรวงแรงงานไทยนิยามคนรับใช้ในบ้านว่า หมายถึง บุคคลที่ทำงานบ้าน  เช่น ทำความสะอาด ล้างจาน ซักรีดเสื้อผ้า หากคนรับใช้ในบ้านทำงานอย่างอื่นให้นายจ้าง เช่น ร้านอาหาร ร้านขายก๋วยเตี๋ยว หรือร้านขายของชำ ก็ไม่ถือเป็นคนรับใช้ในบ้าน

      คนรับใช้ในบ้านเป็นอาสาสมัคร และงานที่ทำนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่มีคุณค่าใดๆ ในกรณีนี้งานรับใช้ในบ้านไม่ถือว่าเป็นงานที่ช่วยเพิ่มผลผลิตมวลรวมในประเทศของไทย  ทั้งที่จริงแล้ว  คนรับใช้ในบ้านนั้นมีส่วนในการช่วยผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ด้วยการสนับสนุนครอบครัวของนายจ้าง และในทางวัฒนธรรมแล้ว คนรับใช้ในบ้านยังมีส่วนช่วยสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่และทำให้บ้านดูดีขึ้น  แต่กฎหมายต่างๆก็ยังไม่ครอบคลุมพอที่จะคุ้มครองสิทธิของคนรับใช้ในบ้านอย่างใด

     กระทรวงแรงงานได้ออกกฎกระทรวงแรงงาน ฉบับที่ 14 (2555) ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 55 เพื่อคุ้มครองผู้ใช้แรงงานรับใช้ในบ้านโดยไม่เลือกว่าจะเป็นแรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งครอบคลุมแรงงานทั้งชาวไทยและแรงงานข้ามชาติ ทั้งนี้แรงงานรับใช้ในบ้านจะได้รับสิทธิคุ้มครองเพิ่มเติม 7 ข้อด้วยกันคือ

1. ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน

2. นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณี ปีละไม่น้อยกว่า 13 วัน ซึ่งรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย และหากวันหยุดตามประเพณี ตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้ลูกจ้างหยุดเป็นวันหยุดชดเชย เพิ่มอีก 1 วัน

3. ลูกจ้างที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละไม่เกิน 6 วันทำงาน

4. ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาป่วยตามที่ป่วยจริงได้ และหากลา 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถขอใบรับรองแพทย์ยืนยันจากลูกจ้างได้

5. กรณีลูกจ้างเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับ เด็กโดยตรง

6. ลูกจ้างที่ทำงานในวันหยุด ต้องได้รับเงินค่าจ้างด้วย

7. ลูกจ้างต้องได้ค่าจ้างในวันที่ลาป่วย โดยไม่เกิน 30 วันทำงาน

   ในอนาคตมีแนวโน้มความต้องการใช้แรงงานแม่บ้านต่างด้าวมากขึ้น เพราะมีอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าแรงงานแม่บ้านชาวไทย อย่างไรก็ตาม แรงงานแม่บ้านชาวต่างด้าวก็ยังถือว่าสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งนี้ เพราะได้รับประโยชน์จากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อีกทั้งยังได้รับการคุ้มครองในเรื่องประกันสังคมจากกฎหมายแรงงานของไทยอีกด้วย

  งานรับใช้ในบ้าน แรงงานต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนค่ำมืด บางรายทำงานบ้านแล้วยังต้องทำงานในร้านขายของหรือทำงานในบ้านญาติของนายจ้าง โดยได้รับค่าแรงจากนายจ้างคนเดียว แรงงานที่ทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านส่วนใหญ่มักถูกห้ามมิให้ติดต่อกับคนภายนอก โดยนายจ้างจะให้เหตุผลว่ากลัวแรงงานนัดแนะให้คนข้างนอกเข้ามาขโมยของในบ้าน รวมทั้งอาจจะถูกนายจ้างดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรงรวมถึงการทำร้ายร่างกายด้วย

กันยายน 19, 2558

แรงงานต่างด้าวกับงานก่อสร้าง






          ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติ เราต้องการแรงงานไร้ฝีมือที่ขยันและอดทนในราคาถูก เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับการผลิตสินค้าและบริการ ในเมื่อแรงงานไทยส่วนมากปฏิเสธที่จะทำงานประเภทนี้ เพราะลักษณะงานที่ไม่น่าดึงดูดใจ และนโยบายการพัฒนาแรงงานและการศึกษาของเรามุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานไทยให้มีทักษะและมีการศึกษามากขึ้น แรงงานข้ามชาติจึงเป็นคำตอบที่ลงตัวสำหรับผู้ประกอบการ เพราะนอกจากจะมีค่าแรงราคาถูกแล้ว นายจ้างยังไม่ต้องดูแลรับผิดชอบเรื่องสวัสดิการและสภาพการทำงานมากนัก ด้วยกฎหมายที่ยังไม่คุ้มครองครอบคลุม

      แม้ว่ารัฐบาลไทยจะอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายสามารถจดทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงานได้นั้น แต่การขาดถึงการอธิบายถึงกระบวนการจดทะเบียนอย่างชัดเจน ระยะเวลาการจดทะเบียนที่สั้นเกินไป ไม่มีการออกใบอนุญาตทำงานแก่ผู้ย้ายถิ่นที่อายุต่ำกว่า 15 ปี การกำหนดให้มีการตรวจสุขภาพโดยไม่ระบุวิธีดำเนินการที่ชัดเจน ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนายจ้างประกอบ ทำให้กรณีที่นายจ้างไม่ให้ความร่วมมือหรือตั้งเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมและบีบคั้นเรื่องการขอใบอนุญาตทำงาน ทำให้แรงงานข้ามชาติหลายคนไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายไทยได้ และกลายเป็นบุคคลที่ต้องหลบซ่อนในสังคมไทยอย่างหวาดกลัวการถูกจับกุม

    นอกจากนั้นแรงงานหลายคนที่เข้าสู่ขั้นตอนอย่างถูกกฎหมายก็ต้องเผชิญกับการถูกยึดใบอนุญาตทำงานจากนายจ้างไปเก็บไว้ ให้ลูกจ้างถือแค่ใบสำเนาไว้ในกรณีที่ยินยอมให้ลูกจ้างมีเอกสารทางการสักอย่างไว้กับตัว เมื่อลูกจ้างไม่มีเอกสารดังกล่าวติดตัว ก็จะถูกข่มขู่ว่าจะถูกส่งกลับถูกคุกคาม และถูกจับกุม เนื่องจากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าตนมีสถานภาพถูกต้องตามกฎหมาย แรงงานหลายคนจึงรู้สึกว่าการมีหรือไม่มีบัตรอนุญาตทำงานไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เพราะอย่างไรต้องจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้กับเจ้าหน้าที่อยู่ดี ทำให้แรงงานข้ามชาติหลายคนใช้วิธีการจ่ายส่วยให้แก่เจ้าหน้าที่แทนการไปจดทะเบียน

    แรงงานก่อสร้าง แรงงานในภาคการก่อสร้างเป็นกิจการที่พบว่าแรงงานข้ามชาติจะถูกโกงค่าแรงบ่อยที่สุด ปัญหาค่าแรงนับเป็นปัญหาหลักที่อยู่คู่กับแรงงานข้ามชาติตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และพบในแทบทุกกิจการ โดยที่นายจ้างมักจะผัดผ่อนค่าแรงไปเรื่อยๆ เมื่อแรงงานเข้าไปทวงค่าแรงมักจะได้รับคำตอบว่าหักเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆไปหมดแล้ว หรือหากเป็นเงินจำนวนมากๆบางรายมักจะใช้วิธีแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไป จับกุมแรงงานข้ามชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายเงิน ในขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่เมื่อยังไม่ได้รับค่าแรงมักจะดำรงชีวิต โดยการหยิบยืมเงินหรือเอาข้าวของจากร้านค้าต่างๆด้วยการติดหนี้สินไว้ก่อน เมื่อไม่มีเงินจ่ายหนี้ทำให้แรงงานอยู่ในภาวะยากลำบาก ในหลายกรณีแรงงานไม่ได้รับค่าแรงอย่างเต็มที่ คือ นายจ้างให้แรงงานทำงานไปก่อน 25 วันและจ่ายเพียง 15 วัน โดยค่าจ้าง 10 วันที่เหลือ นายจ้างใช้เป็นกลวิธีควบคุมแรงงานไม่ให้คิดหนีหรือไม่ทำงาน


กันยายน 19, 2558

แรงงานต่างด้าวกับงานประมง







   ประเทศไทยมีรายได้หลักจากสินค้าประมง ในขณะที่สภาพงานประมงเป็นงานเสี่ยงอันตราย ยากลำบาก และต้องใช้ชีวิตอยู่ในทะเลระยะยาว จึงเกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง และมีการ แก้ปัญหาด้วยการใช้แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีอยู่ร้อยละ ๙๐ ของแรงงานประมงทั้งหมด แต่การขาดแคลนแรงงานประมงยังคงมีอยู่ เนื่องจากแรงงานต่างด้าวพร้อมที่จะย้ายงานได้ตลอดเวลา ทั้งการ ย้ายเรือ และการเปลี่ยนอาชีพ  นอกจากนี้ภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้วยวิธีการจัดทำบันทึกความ เข้าใจทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน ๓ สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์) เพื่อจัดหาแรงงานให้ทุกภาค การผลิต และจดทะเบียนแรงงานที่มีอยู่ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่การจัดหาแรงงานจากประเทศต้นทางยังไม่ สามารถรองรับแรงงานย้ายถิ่นจำนวนมากได้จึงส่งผลให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองมาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และเกิดกลุ่มคนทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาแรงงาน โดยเฉพาะให้เรือประมงด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การหลอกลวง การกักขัง การทำร้ายแรงงาน หรือการหักค่าจ้างแรงงานล่วงหน้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราช บัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑

  หากจะจัดระบบการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติ ซึ่งในกลไกปกติทำได้ยาก กรณีนี้เป็นการเปิดโอกาสให้กับนายจ้าง ตัวแรงงานต่างด้าว และผู้ติดตาม ในการ มาลงทะเบียนแสดงตัวตนให้ชัดเจนและอยู่ในกระบวนการที่ถูกต้อง ถูกกฎหมาย และปลอดจากขบวนการ แสวงหาประโยชน์จากการใช้แรงงานต่างด้าว และเป็นโอกาสดีที่หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวจะร่วมมือกับภาคเอกชนแก้ไขปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จและครบวงจรได้ทั้งด้านการจัดระเบียบแรงงาน ด้านการตรวจสุขภาพ ด้านการจัดระเบียบเรือ และด้านศูนย์ประสานงานแรงงานประมงจังหวัด

  คณะกรรมาธิการการพาณิชย์การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติและ คณะอนุกรรมาธิการการแรงงาน ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาข้อเสนอของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยแล้ว เห็นสมควรกำหนด แนวทางการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงของประเทศไทย โดยการจัดหาแรงงานต่างด้าวเพื่อทำงานบนเรือประมง ภายใต้กรอบ MOU สรุปได้ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ ๑ การลงทะเบียนนายจ้างประมงและการรวบรวมความต้องการแรงงานประมง
ขั้นที่ ๒ การรับสมัครแรงงานไทยและการอนุมัตินำเข้าแรงงานต่างด้าว
ขั้นที่ ๓ การคัดเลือกบริษัทจัดหางานที่ถูกกฎหมายกรณีนำแรงงานต่างด้าว
ขั้นที่๔การนำเข้าแรงงานต่างด้าวสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยกำกับการดำเนินงานของ บริษัทจัดหางานและประสานกระทรวงแรงงานในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว
ขั้นที่ ๕ การดูแลแรงงานประมงก่อนลงเรือ
ขั้นที่ ๖ การควบคุมตรวจติดตามเรือประมงและแรงงานบนเรือ
ขั้นที่ ๗ การลงโทษ - หน่วยงานภาครัฐและเอกชนผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ให้ได้รับ บทลงโทษสูงสุดตามกฎหมายที่มีอยู่

กันยายน 19, 2558

แรงงานต่างด้าวกับงานเกษตร






     ประเทศไทยนั้น มีภาคการเกษตรเป็นพื้นฐานของการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมาตั้งแต่อดีต การผลิตต่างๆ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร โดยเฉพาะสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง และสาขาอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากประมง จากผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าความต้องการแรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรในอนาคตนั้นจะมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารแรงงานต่างด้าว จึงควรหาแนวทางและมาตรการในการบริการจัดการแรงงานต่างด้าวให้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในภาคการเกษตรและไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ด้านการทำงานของคนไทยและความมั่นคงของประเทศในอนาคต

     ปัญหาแรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่าง จันทบุรี ระยอง ตราด ซึ่งปกติจะใช้แรงงานต่างด้าวเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรประจำฤดูกาลทุกปีรวมทั้งหมดทั่วประเทศประมาณกว่า 2 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาอยู่อาศัยชั่วคราว หรือมาเช้าเย็นกลับ เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาข้อกฎหมาย จากที่กำหนดให้ต่างด้าวยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยชั่วคราว ในช่วงระยะเวลาหรือตามฤดูกาลที่กำหนด เฉพาะการทำงานภายในท้องที่ที่อยู่ติดกับชายแดนหรือท้องที่ต่อเนื่องกับท้องที่ดังกล่าว โดยแสดงเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางต่อนายทะเบียนกรมแรงงาน จากเดิมที่ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เป็นผู้ออกเอกสาร เป็นให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการแทน เนื่องจาก สตม.ระบุว่าไม่มีอำนาจออกหนังสือดังกล่าวให้แรงงานต่างด้าว 

   คนงานในภาคเกษตรปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติ หรือคนไทยต่างก็ไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย คุ้มครองแรงงานของไทยอย่างเต็มที่นัก โดยเฉพาะเมื่อ พิจารณาถึงเงื่อนไขในการทำงาน นโยบายหลักในการดูแล แรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรเป็นเรื่องของการจดทะเบียน แรงงานข้ามชาติ ซึ่งให้สถานะที่ถูกกฎหมายชั่วคราวแก่ตัว แรงงาน ให้สามารถอยู่และทำงานได้ในประเทศไทย  เป็นการคุ้มครองแรงงานอย่างหนึ่ง แต่ก่อนปี 2547 นั้น มีเพียงกิจการฟาร์มขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถจ่ายค่า จดทะเบียนแรงงานได้ สำหรับกิจการขนาดเล็ก (เช่น สวน ผัก)  ซึ่งมีกำไรน้อยไม่สามารถจ่ายค่าจดทะเบียนให้แก่ แรงงานได้ 16 การที่ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถรับ ภาระต้นทุนในการจดทะเบียนแรงงานได้หมายถึงแรงงาน ข้ามชาติจำนวนมากไม่ได้จดทะเบียนที่ทำงานอยู่ในภาค เกษตรกรรม นับแต่ปี 2547 เป็นต้นมา กระทรวงแรงงาน เห็นปัญหาของการจดทะเบียนแรงงานดังกล่าว และลด ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนลง รวมทั้งให้ตัวแรงงาน สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้17 นอกจากนั้น การจดทะเบียน ในปัจจุบันกำหนดให้แรงงานต้องประกันสุขภาพและมีช่วง เวลาที่สั้นลงสำหรับงานตามฤดูกาลอีกด้วย

    งานในภาคเกษตรกรรม ได้รับค่าแรงต่ำ ไม่มีความแน่นอนในการทำงานเพราะเป็นงานตามฤดูกาล นอกจากนี้แรงงานในภาคเกษตรกรรมยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทย ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ การไม่ได้รับค่าแรงจากนายจ้าง เนื่องจากนายจ้างจะใช้วิธีการบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายค่าแรง ด้วยการอ้างว่าหักค่าใช้จ่ายจากส่วนอื่นๆแล้วหรือบางครั้งใช้วิธีการแจ้งให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมแรงงานเหล่านี้

กันยายน 19, 2558

แรงงานต่างด้าวคุณภาพเป็นอย่างไร





คนต่างด้าวประสงค์จะทำงานในประเทศไทย ต้องปฏิบัติดังนี้

1. คนต่างด้าวที่ยังไม่ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ประสงค์จะทำงานในประเทศไทย 

1.1 ต้องไปติดต่อขอวีซ่า Non-Immigrant B  ณ สถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ

1.2 กรณีไปขอวีซ่า Non-Immigrant แล้ว สถานทูตไทยต้องการหนังสือรับรองการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว
ให้นายจ้างดำเนินการยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ตามแบบคำขอ ตท.3 พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบแบบตามที่กำหนด  ณ สำนักงานของกรมการจัดหางาน ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่
  • ในเขตกรุงเทพมหานครให้ติดต่อสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน
  • ในต่างจังหวัดติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัด  ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่

1.3  นำหนังสือแจ้งผลพิจารณาอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ที่นายจ้างส่งให้ไปประกอบการยื่นขอวีซ่า Non-Immigrant B ที่สถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ

1.4  เมื่อคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วต้องไปติดต่อยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานตาม มาตรา 8 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร  พร้อมทั้งยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม  ดังนี้
  • สำเนา หนังสือเดินทาง  หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว  โดยถ่ายสำเนาทุกหน้าพร้อมรายการ แสดงการประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักรประเภทคนอยู่ชั่วคราว มิใช่ประเภทนักท่องเที่ยวหรือ ผู้เดินทางผ่าน พร้อมฉบับจริง
  • หนังสือแจ้งการพิจารณาอนุญาตให้เข้ามาทำงานได้ (ต้นฉบับ)
  • ใบรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม  ซึ่งรับรองว่าผู้ขอไม่มีโรคตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว
2. คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ประสงค์จะทำงาน ทั้งในกรณีจะขออนุญาตทำงานครั้งแรก หรือ กรณีใบอนุญาตเดิมขาดต่ออายุจึงต้องขอใหม่

          2.1  คนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติ  ดังนี้
  • มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (มีหลักฐานในสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว) หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยมิใช่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว (Tourist  Visa) หรือผู้เดินทางผ่าน (Transit  Visa)
  • มีความรู้และความสามารถในการทำงานตามที่ขออนุญาต
  • ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคติดยาเสพติดให้โทษอย่างร้ายแรง โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคซิฟิลิสในระยะที่ 3
  • ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวภายในระยะเวลา 1 ปีก่อนวันขอรับใบอนุญาต

     2.2  ต้องไปติดต่อยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานตามแบบคำขอ ตท. 2  พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบแบบคำขอตามที่กำหนด ณ สำนักงานของกรมการจัดหางาน ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่
  • ในเขตกรุงเทพมหานครให้ติดต่อสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน
  • ในต่างจังหวัดติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัด  ซึ่งสถานประกอบการของนายจ้างนั้นตั้งอยู่


กันยายน 19, 2558

วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ของการจ้างแรงงานต่างด้าว






           สถานการณ์ขาดแคลนแรงงานของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคการเกษตร การประมง และการก่อสร้าง ที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้กลุ่มแรงงานต่างด้าวทั้งจากประเทศเมียนมาร์, กัมพูชา, ลาว, บังคลาเทศ, และเวียดนาม ฯลฯ กลายเป็นกำลังหลักในหลายอุตสาหกรรมของประเทศไทย

          แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยรู้มาก่อนล่วงหน้าว่าจะได้งานประเภทใด อยู่ที่ใด ใครเป็นนายจ้าง หรือแม้แต่เงื่อนไขการจ้างงาน พวกเขาจะทราบถึงสภาพการทำงานของตนเมื่อไปถึงยังบ้านนายจ้างหรือสถานที่ทำงาน นายจ้างจะเป็นผู้กำหนดถึงเงื่อนไข ข้อกำหนดการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ที่พักอาศัย อาหาร การลาป่วย และวันหยุดพักผ่อนตามความพอใจของตนเอง บางคนได้รับอัตราค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและยังต้องทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน หลายคนทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ และไม่ได้รับค่าจ้างทำงานล่วงเวลาจากนายจ้าง ค่าจ้างปกติที่ได้รับจากการทำงานซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1,500-6,000 บาท/เดือน พวกเขาจะเก็บสะสมไว้ให้ครบจำนวนหนึ่ง เช่น 10,000 บาท แล้วจะอาศัยช่องทางนายหน้าในการส่งกลับบ้านที่ประเทศพม่า การส่งเงินกลับบ้านด้วยตนเอง โอกาสที่จะสูญหายระหว่างทางหรือถูกขูดรีดจากเจ้าหน้าที่ไทยมีความเสี่ยงอย่างมาก

ภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงาน แรงงานที่พูดภาษาไทยไม่ได้หรือพูดได้แต่น้อย มักจะถูกนายจ้างใช้ความสามารถในการพูดภาษาไทยเป็นเกณฑ์สำคัญในการตั้งเงินเดือนและในการปฏิบัติตนต่อคนงาน แรงงานข้ามชาติหลายคนต้องประสบกับความยากลำบากในการหางานที่ดี การที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ บางครั้งนำไปสู่การดุด่าว่ากล่าวและถูกทำร้าย เนื่องจากแรงงานข้ามชาติไม่สามารถสื่อสารกับนายจ้างได้มากนัก ทำให้นายจ้างหลายรายไม่เข้าใจและเกิดความรู้สึกไม่พอใจแรงงานข้ามชาติ แรงงานข้ามชาติจึงมักถูกนายจ้างด่าทออย่างหยาบคาย ทั้งนี้อาจเนื่องด้วยอคติทางชาติพันธุ์ประกอบ บางครั้งถึงกับลงมือทำร้ายแรงงานข้ามชาติอย่างรุนแรง บางกรณีจนถึงขั้นเสียชีวิต แรงงานข้ามชาติหนึ่งจำนวนไม่น้อยถูกนายจ้างหรือคนในบ้านของนายจ้างข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และ/หรือบางครั้งนายจ้างที่เป็นผู้หญิงเองก็เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่องานที่แรงงานข้ามชาติเข้ามารับจ้างทำงานส่วนใหญ่ถูกจัดให้อยู่ในประเภท 3 ส. คือ สุดเสี่ยง แสนลำบาก และสกปรก ทำให้แรงงานข้ามชาติต้องทำงานหนักและเสี่ยงที่จะได้รับค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม งานบางประเภทเป็นงานที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับฤดูกาล เช่น งานในภาคเกษตร แรงงานข้ามชาติต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานๆหลายชั่วโมงและไม่มีวันหยุด บางกรณีแรงงานจะถูกใช้ให้ไปทำงานที่ผิดกฎหมาย เช่น ให้ไปตัดไม้ในเขตป่าสงวนซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจับกุมโดยนายจ้างจะไม่รับผิดชอบ ใดๆทั้งสิ้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

กันยายน 19, 2558

แชร์มุมมองผลกระทบ AEC ต่อแรงงานต่างด้าว






AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า

แม้ว่าแรงงานต่างด้าว จะมีส่วนอย่างสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เจริญเติบโตขึ้นก็จริง แต่การเข้ามาของแรงงานต่างด้าวในจำนวนที่มากเกินกว่าความต้องการแรงงานของระบบเศรษฐกิจไทย และถ้าเป็นแรงงานที่ไม่มีคุณภาพด้วยแล้ว  เช่น ร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว ไม่มีประสบการณ์หรือไม่มีความชำนาญ หรือไม่มีพื้นฐานความรู้ใดๆ เป็นต้น  แทนที่แรงงานเหล่านี้จะเป็นกำลังช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต แต่อาจกลับกลายเป็นตัวการที่สร้างความเสียหายต่างๆ ให้แก่ประเทศไทยได้เช่นกัน ดังนั้นภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกันหาแนวทางในการป้องกันและลดความเสียหายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมและประเทศชาติของเราให้จงได้

1. ผลกระทบทางสังคม 
  • ปัญหาด้านอาชญากรรม
  • ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ชุมชนสกปรกขึ้น ขยะมาก ความไม่มีระเบียบของแรงงานต่างด้าวในแต่ละชุมชนน้อยมาก 
  • ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง จากสถิติผู้ต้องขังชาวต่างชาติที่ถูกจับเนื่องจากเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกำลังรอการส่งกลับหรือผลักดันออกนอกประเทศในแต่ละปี มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น
  • ปัญหาผู้หญิงและเด็ก เสี่ยงต่อการตกเป็น เหยื่อของการค้ามนุษย์ และใช้แรงงานเด็ก
  • ปัญหาด้านการศึกษา โอกาสในการศึกษาของเด็กในครอบครัวแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่จะได้รับการ ศึกษามีอยู่ 2 ลักษณะคือ การศึกษาจากชั้นเรียนที่ไม่เป็นทางการที่จัดขึ้นกันเอง โดย NGO และเข้าเรียนในสถานศึกษาของไทย  ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ โรงเรียนก็ดำเนินการรับเด็กต่างด้าวเข้าศึกษา
  • ผลกระทบทางด้านสาธารณสุข ถึงแม้ว่าแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับการตรวจสุขภาพและค้นหาโรคจากหน่วยงานสาธารณสุขของจังหวัดและได้รับบัตรประกันสุขภาพ แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและไม่ขึ้นทะเบียน


2. ผลกระทบต่อบุคลากรด้านสาธารณสุข
1. การเพิ่มภาระงานของบุคลากรด้านสาธารณสุข 
- จำนวนผู้ป่วย
- การขยายบริการ
2. การสื่อสารในการตรวจรักษา /การรณรงค์/ประชาสัมพันธ์
3. ใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพในประชากรกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นในทุกปี

มาตรการในการควบคุม
1) รณรงค์ให้แรงงานต่างด้าวทั้งหมดเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพและประกันสุขภาพ 
2) ฝึกอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว  (อสต)
3) ขยายเครือข่ายการบริการสาธารณสุขในต่างด้าว  
4) ให้บริการแบบเชิงรุก /การประชาสัมพันธ์
5) มีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละด้าน เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคง อุตสาหกรรม จัดหางาน ฯลฯ ในเรื่องนโยบายและการดำเนินงานในพื้นที่

กันยายน 19, 2558

ปัญหาที่เกิดจากแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย






          ในความหมาย ของพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 คนต่างด้าว หมายถึงบุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ส่วนแรงงานต่างด้าว หรือแรงงานข้ามชาติ  ได้ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง บุคคลที่ย้ายถิ่นจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพื่อที่จะไปทำงานมากกว่าที่จะไปใช้จ่ายเงินของตนเอง และรวมถึงบุคคลใดๆที่โดยปกติแล้วได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้อพยพเพื่อทำงาน

      ปัญหาแรงงานต่างด้าวเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตก แม้ว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมาจะพยายามหาทางออกด้วยการผ่อนผันให้มีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกกฎหมายจัดให้มีการการขึ้นทะเบียน ทำบัตรประจำตัวคนต่างด้าว แต่ปัญหาต่าง ๆ ก็ยังมีอยู่ไม่ได้หายไปยิ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวจดทะเบียนทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมายจำนวนแรงงานต่างด้าวก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

            แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ในปัจจุบัน ได้สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้น ในสังคมไทย โดยสามารถแบ่งได้ เป็น 3 ด้าน ดังนี้

1.ผลกระทบทางสังคม เช่น ปัญหาด้านอาชญากรรมและยาเสพติด คือ การมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมาก ทำให้เกิดการแย่งงานกันเองระหว่างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายด้วยกัน แรงงานต่างด้าวบางส่วนว่างงาน จึงมักพบว่า มีการลักทรัพย์เกิดขึ้นในชุมชนที่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนอีกประการที่เห็นได้ชัดเจน คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม มีขยะมาก ชุมชนสกปรกขึ้นเพราะความไม่มีระเบียบของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ พม่า ลาวและกัมพูชา ที่เข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี

2.ผลกระทบทางด้านสาธารณสุข แรงงานต่างด้าวบางส่วน ได้เป็นพาหนะนาโรคใหม่ๆ เข้ามาในประเทศไทย ถึงแม้ว่าแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับการตรวจสุขภาพและค้นหาโรคจากหน่วยงานสาธารณสุขของจังหวัดและได้รับบัตรประกันสุขภาพ แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและไม่ขึ้นทะเบียน แรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนกลุ่มนี้ สร้างปัญหาและผลกระทบในด้านสาธารณสุขต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความยากลาบากในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการรับข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ อันก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ลบแก่สภาวะสุขภาพอนามัยต่อแรงงานต่างด้าว

3.ผลกระทบด้านความมั่นคง การที่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยไม่ทราบจำนวนและที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่มีอยู่แท้จริงในขณะที่การบริหารแรงงานต่างด้าวยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นปัญหาแรงงานต่างด้าวจึงย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายสัญชาติพม่า มีการจ้างทำงานหนาแน่นมากที่สุดบริเวณชายแดนที่ติดต่อกับประเทศพม่า

กันยายน 19, 2558

การนำเข้าแรงงานลาวอย่างถูกวิธี





         แรงงานต่างประเทศสัญชาติลาว เป็นแรงงานที่มีความใกล้ชิดกับคนไทยมากที่สุดเนื่องจากสามารถสื่อสารกันได้ง่าย ลักษณะอาหารการกิน ความเป็นอยู่ คล้ายคนไทย จึงเป็นที่นิยมของผู้ประกอบการที่อยากได้แรงงานสัญชาติลาวเข้ามาทำงานด้วย ดังนั้นการนำเข้าแรงงานลาวอย่างถูกวิธี มีดังนี้

        นายจ้างที่ประสงค์จะจ้างคนต่างด้าวจะต้องยื่นแบบแจ้งความต้องการจ้างคนต่างด้าว ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือ สำนักจัดหางานกรุงเทพ เขตพื้นที่ 1 - 10 พร้อมเอกสารดังนี้
                 1. แบบรับแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว (โควตา)
               2. สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของนายจ้าง กรณีนายจ้างไม่มายื่นด้วยตนเอง ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ

ขั้นตอนที่ 2 การยื่นคำร้องขอนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทย

1. เมื่อได้รับโควตาแล้วให้ยื่นเอกสารและหลักฐาน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่ได้ยื่นขอโควตาไว้ดังนี้  
               1.1) หนังสือแสดงความต้องการแรงงาน, แบบคำร้องขอนำเข้าฯ, หนังสือแต่งตั้ง, หนังสือแสดงความต้องการแรงงาน และตัวอย่างสัญญาจ้าง 
               1.2) สำเนาใบโควตา
             1.3) สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของนายจ้าง กรณีนายจ้างไม่มายื่นด้วยตนเอง ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ 

2. กรมการจัดหางานรวมรวมเอกสารส่งไปยังกระทรวงแรงงานของประเทศต้นทาง เมื่อบริษัทจัดหางานของประเทศต้นทางจัดหาคนงานให้ตรงตามความต้องการของนายจ้างไทยได้แล้ว จะจัดทำบัญชีรายชื่อของคนต่างด้าว (Name List) ซึ่งได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานของประเทศต้นทางแล้วส่งกลับมาให้นายจ้างไท

3. นายจ้างยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสาร ดังนี้
               3.1) แบบคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว (ตท.2)
               3.2) บัญชีรายชื่อคนต่างด้าว (Name List) พร้อมสำเนา
               3.3) สำเนาใบโควตา
              3.4) สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของนายจ้าง กรณีนายจ้างไม่มายื่นด้วยตนเอง ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ

ขั้นตอนที่ 3 การเดินทางไปรับตัวคนงาน
             - กรมการจัดหางานจัดทำหนังสือแจ้งประเทศลาว เพื่อให้นายจ้างนำไปใช้ในการเดินทางไปรับตัวคนต่างด้าว
       - กรมการจัดหางานจัดทำหนังสือแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการตรวจลงตรา (VISA) ให้แก่คนต่างด้าว และให้พำนักอยู่ในประเทศไทย
    ขั้นตอนที่ 4 การออกใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว
         - คนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ไปตรวจสุขภาพ และยื่นคำร้องขอรับใบอนุญาตทำงาน

กันยายน 19, 2558

วีธีการนำเข้าแรงงานกัมพูชาอย่างถูกต้อง




          ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหาจากผู้อพยพหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อพยพซึ่งเข้ามาเป็นผู้ใช้แรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา เนื่องจากความแตกต่างของสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยทางการเมือง จึงเป็นปัจจัยดึงดูดให้เกิดการย้ายถิ่นเละอพยพเข้าเมืองของผู้คน  เพื่อมาหางานทำในประเทศไทยซึ่งสามารถกระทำได้โดยง่ายเนื่องจากอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยมีระยะทางยาวไกล การเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกวิธีของแรงงานกัมพูชา ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การแจ้งความต้องการคนต่างด้าว (โควตา)
        นายจ้างที่ประสงค์จะจ้างคนต่างด้าวจะต้องยื่นแบบแจ้งความต้องการจ้างคนต่างด้าว ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือ สำนักจัดหางานกรุงเทพ เขตพื้นที่ 1 - 10 พร้อมเอกสารดังนี้
               1. แบบรับแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว (โควตา)
         2. สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของนายจ้าง กรณีนายจ้างไม่มายื่นด้วยตนเอง ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ

ขั้นตอนที่ 2 การยื่นคำร้องขอนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศไทย

1. เมื่อได้รับโควตาแล้วให้ยื่นเอกสารและหลักฐาน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดที่ได้ยื่นขอโควตาไว้ดังนี้  
               1.1) หนังสือแสดงความต้องการแรงงาน, แบบคำร้องขอนำเข้าฯ, หนังสือแต่งตั้ง, หนังสือแสดงความต้องการแรงงาน และตัวอย่างสัญญาจ้าง 
               1.2) สำเนาใบโควตา
              1.3) สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของนายจ้าง กรณีนายจ้างไม่มายื่นด้วยตนเอง ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ 

2. กรมการจัดหางานรวมรวมเอกสารส่งไปยังกระทรวงแรงงานของประเทศต้นทาง เมื่อบริษัทจัดหางานของประเทศต้นทางจัดหาคนงานให้ตรงตามความต้องการของนายจ้างไทยได้แล้ว จะจัดทำบัญชีรายชื่อของคนต่างด้าว (Name List) ซึ่งได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานของประเทศต้นทางแล้วส่งกลับมาให้นายจ้างไท

3. นายจ้างยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสาร ดังนี้
               3.1) แบบคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว (ตท.2)
               3.2) บัญชีรายชื่อคนต่างด้าว (Name List) พร้อมสำเนา
               3.3) สำเนาใบโควตา
              3.4) สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของนายจ้าง กรณีนายจ้างไม่มายื่นด้วยตนเอง ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ

ขั้นตอนที่ 3 การเดินทางไปรับตัวคนงาน
             - กรมการจัดหางานจัดทำหนังสือแจ้งประเทศลาว เพื่อให้นายจ้างนำไปใช้ในการเดินทางไปรับตัวคนต่างด้าว
       - กรมการจัดหางานจัดทำหนังสือแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการตรวจลงตรา (VISA) ให้แก่คนต่างด้าว และให้พำนักอยู่ในประเทศไทย
    ขั้นตอนที่ 4 การออกใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว
              - คนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ไปตรวจสุขภาพ และยื่นคำร้องขอรับใบอนุญาตทำงาน

กันยายน 19, 2558

วิธีการนำเข้าแรงงานพม่าอย่างถูกต้อง





1. นายจ้างแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว (ขอโควตา)  และยื่นคำร้องขอนำเข้า ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด ในท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่  พร้อมยื่นหลักฐานประกอบ

2. การยื่นคำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย
นายจ้างยื่นคำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพเขต
พื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด  ที่เป็นสถานที่ทำงาน ของคนต่างด้าว 
1. หนังสือแสดงความต้องการแรงงานพม่า (Demand Letter of Myanmar Workers)
2. สัญญาจ้างแรงงาน (Employment Contract)
3. สำเนาหนังสือแจ้งผลการขออนุญาตให้จ้างคนต่างด้าว (โควตา)
4. สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายจ้าง
5. สำเนาหนังสือรับรองบริษัททุกหน้าอายุไม่เกิน 6 เดือน (กรณีนิติบุคคล)
6. หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 30 บาท (กรณีนายจ้างไม่ได้มาดำเนินการด้วยตนเอง)
7. สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ
8. หนังสือยืนยันการนำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้ (MOU)

3. การคัดเลือกแรงงาน การขอรับการตรวจลงตราและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร
1. กระทรวงแรรงงานพม่าเตรียมคนงานและแจ้งกระทรวงแรงงานของไทยเพื่อแจ้งให้นายจ้างเดินทางไปคัดเลือกแรงงานพม่า 
2. สำนักบริหารแรงงานต่างด้าวแจ้งสำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่ 1-10 เพื่อแจ้งให้นายจ้างเดินทางไปคัดเลือกแรงงานพม่าโดยสำนักงานฯ  ออกหนังสือรับรองให้นายจ้างไปคัดเลือกแรงงานพม่า
3. นายจ้างไปคัดเลือกแรงงานพม่า ณ เมืองเมียวดี ท่าขี้เหล็ก และเกาะสอง ตามวันที่กำหนดโดยนำหนังสือรับรองตามข้อ (2) ไปยื่นเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานการพิสูจน์สัญชาติฝั่งไทย
4. เจ้าหน้าที่ทางการพม่าออกหนังสือเดินทางชั่วคราว (TP) ให้แรงงานพม่า และจัดทำบัญชีรายชื่อคนต่างด้าว (Name List) ให้นายจ้าง
5. นายจ้างนำบัญชีรายชื่อคนต่างด้าว (Name List) พร้อมแรงงานพม่าขอรับการตรวจลงตรา (VISA L-A) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองตาก เชียงราย และระนอง

4. คนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และยื่นขอรับใบอนุญาตทำงาน
นายจ้างพาแรงงานพม่าตรวจสุขภาพ ณ สถานพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และยื่นขอรับใบอนุญาตทำงาน ณ สำนักงานกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ 1-10 ที่เป็นสถานที่ทำงานของคนต่างด้าว 
หมายเหตุ  ในกรณีที่นายจ้าง/สถานประกอบการยื่นคำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าวผ่านตัวแทน หรือนายหน้า ในขั้นตอนการยื่นเอกสารบัญชีรายชื่อ (Name List) จะต้องแนบสัญญาจัดหาแรงงานเพื่อให้คนหางานในประเทศไทย 

นโยบายการพิจารณาคำร้องของแรงงานพม่า 
1.  การขอจ้างแรงงานหญิงจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 คน
2.  ไม่จำกัดจำนวนสำหรับการขอจ้างแรงงานชายต่อครั้ง
3.  ไม่อนุญาตให้ทำงานในตำแหน่งงานบ้าน
4.  ไม่อนุญาตนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา
5.  จำนวนการขอนำเข้าในแต่ละคำร้องจะต้องไม่เกิน 400 คน
6.  การขอนำเข้าต่อไปนี้จะต้องมีหนังสือรับรองจากกรมการจัดหางาน
          (1)  นำแรงงานไปทำงานในท้องที่จังหวัดภาคใต้
          (2)  ขอนำเข้าเกิน 200 คน
          (3)  ขอนำเข้ามาทำงานในกิจการจ้างเหมาแรงงาน

กันยายน 19, 2558

วิธีการเลือกใช้แรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย






จะว่าไปแล้วประเด็นเรื่องแรงงานนี้ ก็นับเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจแต่ละประเภทต้องคำนึงถึงไม่แพ้ เรื่องอื่นๆ เพราะแรงงานเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการนำความสำเร็จมาให้ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพสินค้า, การบริการที่น่าประทับใจ ฯลฯ โดยธุรกิจแต่ละประเภทก็ย่อมมีความต้องการแรงงานลักษณะที่แตกต่างกันไป บางธุรกิจต้องการแรงงานจำนวนไม่มาก แต่ต้องมีฝีมือหรือมีทักษะเฉพาะทาง ในขณะที่บางธุรกิจต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อมาช่วยด้านกำลังการผลิต หรือบางธุรกิจอาจไม่สามารถจ้างแรงงานไทยได้ทั้งหมด แรงงานต่างด้าวจึงเป็นทางออกหนึ่งของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการต้องการจ้างคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในสถานประกอบการอย่างถูกกฎหมาย แบ่งออกเป็น 2 กรณี ขึ้นอยู่กับแรงงานต่างด้าวที่เราจ้าง  จำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่กฎหมายกำหนด โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือได้แก่

1. การจ้างคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศอย่างถูกกฎหมายตามข้อตกลง (MOU)
1. การแจ้งความต้องการจ้างคนต่างด้าว (โควตา)
2. การยื่นคำร้องขอนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย
3. การยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว
4. การออกใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว

2.การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
ในกรณีที่ผู้ประกอบการใช้แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง เพื่อให้การจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นายจ้างจะต้องจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งในแต่ละปีกรมการจัดหางานจะประกาศให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีขั้นตอนและหลักฐานประกอบ ดังนี้
1. แจ้งจำนวนคนต่างด้าว
2. ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนคนต่างด้าว
3. ขอนัดตรวจสุขภาพและประกันต่างด้าว
4 .ยื่นคำขออนุญาตทำงาน

การแจ้งยกเลิกการจ้างแรงงานต่างด้าว
1.ให้นำคนต่างด้าวไปแจ้งออกหรือแจ้งการเลิกจ้างที่กรมจัดหางาน ภายใน 15 วัน หลังจากคนต่างด้าวย้ายออกจากงานหรือหลบหลีออกจากบ้าน/ สถานประกอบการ
2. คนต่างด้าวต้องคืนใบอนุญาตทำงานแก่เจ้าหน้าที่
3. นายจ้างนำคนต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศ โดยแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองทุกแห่งที่ด่านชายแดนไทย

คุณสมบัติของคนต่างด้าวที่จะขอใบอนุญาตทำงานได้
1. มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
2. มีความรู้ความสามารถในการทำงานตามที่ขอรับใบอนุญาตทำงาน
3. ต้องไม่เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
4. ต้องไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรือน วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการเป็นที่น่ารังเกียจแก่สังคม โรคยาเสพติดให้โทษอย่างร้ายแรง โรคพิษสุราเรื้อรัง
5. ต้องไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว ภายในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนวันขอรับใบอนุญาต